หน้าแรก » คลิปยอดฮิต » ปิดฉากคดีครูจอมทรัพย์ อ้างเป็น”แพะ”-ที่แท้ “แกะ” พยานรับสิ้นถูกจ้าง4แสน เอาผิดรูด-ดีเอสไอด้วย!

ปิดฉากคดีครูจอมทรัพย์ อ้างเป็น”แพะ”-ที่แท้ “แกะ” พยานรับสิ้นถูกจ้าง4แสน เอาผิดรูด-ดีเอสไอด้วย!

โพสต์โดย : Admin เมื่อ 1 ม.ค. 2561 10:24:13 น. เข้าชม 3732 ครั้ง

ปิดฉากคดีครูจอมทรัพย์ อ้างเป็น”แพะ”-ที่แท้ “แกะ” พยานรับสิ้นถูกจ้าง4แสน เอาผิดรูด-ดีเอสไอด้วย! ☰กดไลค์หรือแชร์ เรื่องนี้ให้เพื่อนรู้ >>>  
Share on Google+  รับทำเว็บโรงเรียน 3900 ใช้งานได้เลย GED : chulatutor : จุฬาติวเตอร์ 

ปิดฉากคดีครูจอมทรัพย์ อ้างเป็น”แพะ”-ที่แท้ “แกะ” พยานรับสิ้นถูกจ้าง4แสน เอาผิดรูด-ดีเอสไอด้วย!

หมวดหมู่ : คลิปยอดฮิต

ปิดฉากคดีครูจอมทรัพย์ อ้างเป็น”แพะ”-ที่แท้ “แกะ” พยานรับสิ้นถูกจ้าง4แสน เอาผิดรูด-ดีเอสไอด้วย!

ขึ้นแท่นคดีใหญ่แห่งปี 2560 อย่างแน่แท้

สำหรับกรณีครูจอมทรัพย์ จำเลยในคดีขับรถชนคนตายเมื่อปี 2548 ซึ่งต้องโทษจำคุก จากการพิพากษาศาลฎีกา

แต่เมื่อพ้นโทษ ก็เดินหน้าเรียกร้องขอความเป็นธรรม ให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่

อ้างว่าตัวเองเป็นแพะ!! และสูญเสียสิทธิประโยชน์มากมายหลังถูกให้ออกจากราชการ

พร้อมเปิดตัวพยานซึ่งเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง แล้วเดินสายออกสื่อทุกแขนง

จนกระแสสังคมรุมโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

สุดท้ายเมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล ก็มีคำสั่งชัดเจนให้ยกคำร้อง เพราะพยาน ไม่น่าเชื่อถือ!

ตามมาด้วยการถูกดำเนินคดีข้อหาให้การเท็จ และสาวไปถึงแก๊งรับจ้างติดคุก

ไม่เพียงแค่นั้นยังลามไปถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ที่พบพิรุธคำให้การต่างๆ แต่กลับเพิกเฉย ยังคงส่งเรื่องขึ้นสู่ศาล

คดีจะสิ้นสุดอย่างไรต้องติดตาม

แต่ที่แน่ๆ ครูจอมทรัพย์ มีโอกาสสูงที่จะติดคุกอีกรอบ

คราวนี้ไม่ใช่”แพะ” แต่เป็น”แกะ”

พลิกคดีครูจอมทรัพย์อ้างแพะ 

คดีนี้เริ่มเป็นที่รับรู้ในสังคมเมื่อวันที่ 9 ม.ค. เมื่อนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครู ในจ.สกลนคร เข้าขอบคุณพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ช่วยในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่

เนื่องจากเมื่อปลายมี.ค. 2548 นางจอมทรัพย์ถูกหมายเรียกจากสภ.นาโดน จ.นครพนม ระบุว่าเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 เวลา 20.00 น. นางจอมทรัพย์ ขับปิกอัพอีซูซุ เคบีแซด สีเขียว ทะเบียน บค 56 สกลนคร เฉี่ยวชนนายเหลือ พ่อบำรุง ขณะปั่นจักรยาน เสียชีวิตริมถนนในต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม

โดยนางจอมทรัพย์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าวันเกิดเหตุพักผ่อนอยู่กับสามีภายในบ้านพักที่จ.สกลนคร

สุดท้ายอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลพิจารณาถึง 3 ศาล มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2556 และได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำนครพนม เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2558 รวมถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

ซึ่งช่วงเวลานั้น นางจอมทรัพย์ถูกให้ออกจากราชการ จึงยื่นเรื่องต่อพ.ต.อ.ดุษฎี เพื่อหวังรื้อคดีขอกลับเข้ารับราชการ

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงไปสอบสวน แล้วก็พบว่ามีนายสับ วาปี ชาวมุกดาหาร รับสารภาพว่าเป็นคนขับรถชนคนตาย โดยให้การว่าวันเกิดเหตุ ขับปิกอัพอีซูซุ สีเขียว รุ่นเคบีแซด ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ชนคนตายแล้วหลบหนีไป

จากนั้นนำรถไปซ่อมและขายให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าในราคา 2 หมื่นบาท เมื่อคดีถึงที่สุด จึงเข้าพบพนักงานสอบสวนสภ.นาโดน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2557 เพื่อเล่าความจริง และลงบันทึกประจำวันไว้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2557

นอกจากนี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก ประกอบด้วย นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ และเพื่อนอีกคนที่ซ้อนจักรยานยนต์มาในวันเกิดเหตุ ที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ระบุว่าคนขับรถคันดังกล่าวเป็นชายร่างท้วม

ทั้งหมดจึงกลายเป็นหลักฐานให้รื้อคดี

ตร.ลุยคลี่-พบพิรุธอื้อ 



นอกจากการรื้อคดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม นางจอมทรัพย์ และ นายสับ ที่เดินสายออกรายการโทรทัศน์ จนเกิดกระแสสังคมวิพากษ์การทำงานของตำรวจอย่างกว้างขวาง

เป็นเหตุให้พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องส่งพล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ในขณะนั้นลงไปคุมคดีด้วยตัวเอง

และก็พบพิรุธจริงๆ เมื่อพบว่ามีขบวนการรับจ้างติดคุก!??

เริ่มที่พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะมุกดาธนพงศ์ อดีตส.ว.มุกดาหาร ที่ให้การว่า เมื่อปี 2557 ก็มีคนติดต่อให้ช่วยเหลือคดีครูจอมทรัพย์ โดยให้ค่าจ้าง 2-3 แสน แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะศาลฎีกาพิพากษาไปแล้ว และยังสงสัยว่าหากมีข้อต่อสู้ ทำไมไม่เสนอต่อศาลก่อนหน้านี้ 


นอกจากนี้ยังพบว่านอกจากนายสับ วาปี ที่รับเป็นคนขับรถชนเอง ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2556 มีนายเสริฐ รูปสะอาด เข้าพบพนักงานสอบสวนที่สภ.เรณูนคร เข้ายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนนายเหลือ ก่อนจะเปลี่ยนตัวเป็นนายสับ

นอกจากนี้รถที่อ้างว่าขับชนนั้น คันที่ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร มีนายอุบล ไชยบัน ชาวบ้านแก้ง ต.คำปลาหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร ระบุว่าซื้อรถคันนี้มาจากนายนิรันดร์ ทูนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.กุดเข้ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ซึ่งรู้จักกับนายสับ ในราคา 33,000 บาท เมื่อปี 2547 โดยมีชื่อนายสับเป็นเจ้าของ โอนลอยมาให้

เมื่อได้มาก็ใช้ไปบรรทุกอ้อย ปุ๋ย มันสำปะหลังภายในไร่ แต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อตน เพราะรถเก่ามากแล้ว

ขับอยู่ในไร่ ไม่เคยไปไหนไกล!??

ต่อมาใช้ไปได้สัก 3-4 ปี ก็เริ่มพัง เอาไปซ่อมก็ไม่คุ้ม จึงจอดทิ้งไว้ แล้วขายให้พ่อค้าของเก่าเมื่อปี 2551 ในราคา 15,000 บาท

จากนั้นก็มีชายอายุประมาณ 30 ปี มาติดต่อให้ช่วยหาชิ้นส่วนและเอกสารเกี่ยวกับปิกอัพคันดังกล่าว เพื่อเอาไปช่วยเพื่อนที่ถูกจำคุกข้อหาชนคนตาย


อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ข้อมูลในระดับหนึ่ง พล.ต.อ.ปัญญา ขออนุมัติผบ.ตร.ให้ยุติเรื่องไว้ก่อน เพราะอยู่ในชั้นศาลแล้ว

พร้อมระบุว่า “ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนด้วยที่กำลังดูทีวีแล้วอิน บางคนอาจน้ำตาไหล มีตนไปเตะปลั๊กเข้าทีวีมันดับ ก็ขอโทษด้วย”

เป็นปริศนาธรรมที่น่าสนใจ

ศาลยกฟ้อง-สั่งไม่รื้อคดี 

ในที่สุด คดีก็มีข้อสรุป โดยเมื่อบ่ายวันที่ 17 พ.ย. ศาลจังหวัดนครพนม อ่านคำพิพากษาคดีที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ผู้ต้องหา คดีขับรถชน นายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต ในพื้นที่อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 ร้องขอให้ศาลรื้อคดีตามพ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ หลังจากที่ได้รับอภัยโทษ เมื่อปี 2556

ซึ่งถือเป็นการเลื่อนอ่านคำพิพากษาเร็วขึ้น จากเดิมที่นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 7 ธ.ค.

โดยนางจอมทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่ขอให้ศาลอ่าน คำพิพากษาก่อนกำหนดเพราะมีความพร้อม อยากฟัง คำพิพากษา ไม่ต้องรอไปฟังวันที่ 7 ธ.ค. เพื่อให้คดีสิ้นสุดเสียที ผลที่ออกมาอย่างไร ก็ขอน้อมรับ ครอบครัวจะได้อยู่เป็นสุข ไม่ต้องพะวงกับการรอคอยอะไร 

ทั้งนี้ในการอ่านคำพิพากษา ศาลฎีกาได้ยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดี พร้อมสรุปสาเหตุที่ยกคำร้องใน 2 ประเด็น คือประเด็นแรกพยานหลักฐานที่ครูจอมทรัพย์นำสืบช่วงวันที่ 8-10 ก.พ. 2560 แม้ก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ร้องจะยื่นรื้อฟื้นคดี โดยอ้างนายสับ วาปี ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนแทนนางจอมทรัพย์ จนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรื้อฟื้นคดี

แต่หลังจากที่ศาลรับรื้อฟื้นคดี ในวันสืบพยานฝ่ายผู้ร้องกลับไม่ได้นำตัวนายสับ วาปี ขึ้นเบิกความในชั้นศาล แม้ว่านายสับจะเดินทางมาในวันดังกล่าวจริง

และยังน่าสังเกตว่าว่าการให้การของนายสับ ที่อ้างว่าขับรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ไปหาซื้อไม้ยูคาฯ มาขาย แต่ช่วงเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ผิดวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อไม้ และการให้ปากคำกับตำรวจสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเมื่อเป็นคนให้รายละเอียดการสารภาพ แต่กลับไม่มาเบิกความในชั้นศาล จึงมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการซักค้านของอัยการ 

ขณะที่พยานที่เห็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ที่ให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาคดี ของศาล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำให้การของพยานมีลักษณะไม่น่าเชื่อถือ ให้การวกไปวนมา และไม่เหมือนเดิมทั้ง 3 ครั้ง

ส่วนพยานอื่น อาทิ นางทองเรศ ที่นางทัศนีย์ อ้างว่าเป็นผู้ซ้อนจยย.ในวันเกิดเหตุ ก็ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรกในวันเกิดเหตุ แต่มาปรากฏตัว ภายหลัง

จึงให้ยกคำร้อง 

เอาผิดรูด-ดีเอสไอโดนด้วย 

แม้คดีจะสิ้นสุดในชั้นศาล ไม่สามารถรื้อฟื้นขึ้นมา ได้อีก แต่คดีอื่นก็เริ่มต้นขึ้นใหม่ 

โดยพ.ต.อ.ณรงค์ วงศ์ธรรม ผกก.(สอบสวน) บก.ภ.จว.นครพนม เข้าแจ้งความต่อพ.ต.ต.สุระ บุญโยธา สว.(สอบสวน)สภ.นาโดน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายสับ วาปี อายุ 61 ปี ในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยาน หลักฐาน ที่นำมาเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

นอกจากนี้ยังแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร สามีนางจอมทรัพย์ นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง อายุ 54 ปี เพื่อนครูจอมทรัพย์ นายสับ วาปี นายรัน โทนแก้ว ญาตินายสับ และนางทัศนี หาญพยัคฆ์ ในข้อหาให้การเท็จ

จากนั้นนายสับ เข้ามอบตัว พร้อมยอมรับว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ขับรถชนคนตาย ตามที่ให้การกับตำรวจ แต่มีครูอ๋อง ที่มาติดต่อและรับปากจะให้เงิน 4 แสนบาท แลกกับการรับผิดแทน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้อะไรสักบาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่บุกจับกุมนางจอมทรัพย์ ที่บ้านพักใน จ.สกลนคร ในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และให้การเท็จต่อศาล พร้อมฝากขังศาลจังหวัดนครพนม โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ขณะที่ครูอ๋อง เองก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมขณะเข้ามากบดานในกทม. ที่สถานีรถไฟหลักสี่ พร้อม รับสารภาพว่า ว่าจ้างนายสับมาเป็นผู้ต้องหาขับรถชน ด้วยเงิน 4 แสนจริง

ไม่เพียงแค่นั้นบช.ภาค 4 ยังตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งนอกจากดำเนินคดีกับพลเรือน 11 คนที่ร่วมกระทำผิด ยังสอบสวนและมีมติแจ้งข้อหาเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม 14 คน ที่เป็นคณะทำงานรื้อฟื้นคดี 

ในความผิดฐานไม่ใช้ความสามารถในการสืบสวน ข้อเท็จจริง จนก่อให้เกิดความเสียหาย

กลายเป็นมหากาพย์อีกบทที่ต้องรอข้อสรุป



หมวดหมู่ : คลิปยอดฮิต


ผู้สนับสนุน
loading...
***ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ รบกวน กดไลค์ให้ด้วยนะครับ***

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !

สื่อ คลิปยอดฮิต





ข่าว ล่าสุด

GED : chulatutor : จุฬาติวเตอร์ 
facebook